Todos los capítulos de เส้นทางที่ลิขิตไว้ - พี่เลี้ยงเด็กในฟาร์ม: Capítulo 1 - Capítulo 10
30 chapters
บทที่ 1
เลยหกโมงเย็นมาแล้วตอนที่แม่มาถึงหน้าประตูบ้านพร้อมตะโกนเสียงดัง"อรุณี อรุณี" ฉันรีบออกไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม่กำลังหิ้วถุงหลายใบไว้ในมือ "เร็วเข้าสิ นังเด็กโง่ ไม่เห็นหรือไงว่ามันหนัก"อารมณ์ของแม่บูดบึ้งเหมือนอย่างเคย สันต์คงจะทำหรือพูดอะไรไม่เข้าหูแม่แน่ ๆ และแน่นอนว่าสุดท้ายแล้วแม่ก็จะมาระบายความหงุดหงิดใส่ฉัน"นี่คือของชำสำหรับเดือนนี้ เอาไปเก็บให้เข้าที่เข้าทาง หล่อนก็รู้ว่าสันต์เกลียดความรก แล้วก็อีกอย่าง ห้ามหยิบอะไรไปกินโดยไม่ได้รับอนุญาต ถ้าหิวก็บอกฉัน แล้วฉันจะแบ่งไว้ให้""โห นี่ฉันหยิบของกินในบ้านตัวเองไม่ได้เลยหรือไง""หุบปากไปเลย นังเด็กบ้า ไม่อย่างนั้นฉันจะตบให้ฟันร่วงกับมุกตลกฝืด ๆ ของหล่อน หล่อนก็รู้ว่าเงินค่าของชำพวกนี้ไม่มีเงินของหล่อนแม้แต่บาทเดียว หล่อนไม่ได้ช่วยอะไรเลยในบ้านหลังนี้""ฉันก็อยากทำงานเหมือนกัน แต่สุดท้ายก็ต้องมาคอยดูแลอลิสาให้แม่ไง"ทันใดนั้นฉันก็รู้สึกถึงฝ่ามือที่ฟาดลงมาบนใบหน้าอย่างจัง กรงเล็บของแม่พร้อมจะตะปบฉันอยู่เสมอ"หล่อนไม่มีสิทธิ์มาเถียงฉัน หล่อนคิดว่ากำลังคุยกับเพื่อนเล่นข้างถนนอยู่หรือไง ฉันเหนื่อยกับความก้าวร้าวของหล่อนเ
Leer más
บทที่ 2
"อรุณี ตื่นเดี๋ยวนี้" แม่ตะโกนลั่นห้องฉัน"เพิ่งตีห้าเองนะคะ ยังไม่ถึงเวลาที่หนูต้องออกไปเลย" ฉันพูดด้วยความตกใจพลางมองดูเวลาในโทรศัพท์"วันนี้หล่อนไม่ต้องออกไปไหน อลิสาตัวร้อน หล่อนต้องอยู่เฝ้าน้อง เพราะสันต์รับมือกับเด็กป่วยคนเดียวไม่ไหวหรอก""แต่วันนี้หนูมีนัดกับอิสไว้นะคะ""อาทิตย์หน้าค่อยไปเจอก็ได้ อลิสาสำคัญกว่า" แม่พูดโดยไม่สนใจคำท้วงของฉันเลย"แม่คะ แต่ว่า...""ฟังนะ" แม่ปรี่เข้ามาบีบคอฉัน "หล่อนต้องดูแลน้องและห้ามออกไปจากห้องน้องเด็ดขาด เข้าใจไหม""เข้าใจค่ะ" คำตอบของฉันแผ่วเบาเป็นเสียงกระซิบ เพราะอากาศในปอดเริ่มหมดลงเนื่องจากมือของแม่ที่บีบคอฉันไว้แน่น"ฉันไม่อยากให้หล่อนกับสันต์คุยกันเรื่องอื่นนอกจากเรื่องอลิสา ห้ามทำอะไรบ้า ๆ เด็ดขาด นังเด็กบ้า""ดูเหมือนแม่จะรักเขามากกว่าหนูเสียอีกนะคะ""นี่ไม่ใช่เวลามาเถียงหรือมาทำตัวดราม่า ไปที่ห้องน้องแล้วลงไปนอนข้างเตียงซะ""แม่จะให้หนูนอนบนพื้นอย่างนั้นหรือคะ" ฉันรู้ว่าแม่ไม่ได้รักฉันแล้วและมักจะทำร้ายฉันทุกครั้งที่มีโอกาส แต่ทุกครั้งที่แม่พูดอะไรออกมา ฉันก็ยังอดตกใจกับความเย็นชาที่หลุดออกมาจากปากของแม่ไม่ได้"ถ้าไม่อยากนอ
Leer más
บทที่ 3
"อรุณี อรุณี"ฉันหันไปมองและเห็นอิสราเพื่อนของฉัน เธอสวมชุดกระโปรงยาวสีฟ้าคราม ปล่อยผมสีบลอนด์สยาย และกำลังเดินโบกมือให้ฉัน"ฉันนึกว่าเธอจะไม่มาซะแล้ว รุณี" เธอสวมกอดฉัน"อิส เธอไม่รู้หรอกว่าเพิ่งเกิดอะไรขึ้น ไอสวะสันต์นั่นมันพยายามจะข่มขืนฉัน" ฉันพูดปนสะอื้น นึกถึงภาพที่ไอ้สารเลวนั่นสัมผัสร่างกายของฉัน"อะไรนะ" เธอตอบอย่างไม่เชื่อหูฉันเล่าเรื่องทั้งหมดให้เธอฟัง เธอสวมกอดและร้องไห้ไปกับฉัน"เราจะหาทางออกกัน รุณี เธอจะไม่กลับไปที่บ้านหลังนั้นอีกแล้ว ฉันรู้แล้วว่าต้องทำยังไง""เธอคิดจะทำอะไรหรือ""ฉันมีใบอนุญาตเดินทางที่พ่อแม่เซ็นไว้แล้ว และฉันก็ซื้อตั๋วไว้แล้วด้วย เธอแค่ขึ้นรถบัสไปแทนฉันก็พอ""เธอเป็นบ้าไปแล้วหรือไง เธอจะตกรถนะ""เดี๋ยวฉันซื้อตั๋วใหม่แล้วค่อยเดินทางพรุ่งนี้ก็ได้ อีกอย่าง มหาวิทยาลัยก็เพิ่งจะเปิดเทอมอาทิตย์หน้าด้วย""แล้วพ่อแม่เธอจะว่ายังไงล่ะ" ฉันถามด้วยความกังวล ฉันมีปัญหาของฉันก็จริง แต่ฉันไม่อยากให้เพื่อนต้องมามีปัญหากับพ่อแม่เพราะฉัน"ไม่ต้องห่วงหรอก เดี๋ยวฉันหาข้ออ้างเอง ฉันจะบอกว่ามัวแต่เถลไถลอยู่ในร้านสะดวกซื้อจนตกรถ ฉันสามารถจัดการได้น่า""ฉันไม่รู
Leer más
บทที่ 4
วินาทีนั้น หัวใจของฉันแทบจะหยุดเต้น ฉันกำลังจะเป็นพยานรู้เห็นการฆ่าตัวตายถ้าฉันไม่ทำอะไรสักอย่าง สัญชาตญาณสั่งให้ฉันตะโกนเรียกชายคนนั้นและพยายามหยุดยั้งไม่ให้เขาทำอะไรโง่ ๆ"คุณคะ" ฉันตะโกนสุดเสียงเพื่อให้เขาได้ยิน "ได้โปรดอย่าทำแบบนี้นะคะ" ทันใดนั้นฉันก็เห็นเขาหันหน้ามามองฉันรอบกายมืดสนิทและฝนก็ซาลงแล้ว แต่ก็ยังมีเม็ดฝนโปรยปรายอยู่ ถึงกระนั้น ท่ามกลางความมืดมิด นาน ๆ ทีฉันถึงจะพอมองเห็นแค่โครงร่างของเขา เนื่องจากเขาสวมเสื้อฮู้ดคลุมศีรษะไว้"หล่อนเป็นใคร" วินาทีนั้นฉันขนลุกซู่ไปทั้งตัว ชายคนนั้นตะโกนเสียงดังด้วยน้ำเสียงแหลมสูงจนฉันรู้สึกหนาวสั่น"ฉันไม่ใช่ใครที่ไหนหรอกค่ะ แต่ฉันรู้ว่าไม่ว่าคุณกำลังเผชิญกับอะไรอยู่ นี่ก็ไม่ใช่ทางออก""หล่อนเอาความมั่นใจมาจากไหน" เขายังคงพูดด้วยเสียงอันดังและเกรี้ยวกราด"ฉันไม่ได้มั่นใจหรอกค่ะ" ความจริงฉันก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี "แต่ฉันรู้ว่าคุณเองก็รู้ดี ว่าสิ่งที่คุณตั้งใจจะทำ มันแก้ปัญหาของคุณไม่ได้หรอก""บ้าฉิบ หล่อนมาจากไหนกัน"เขาปีนลงมาจากจุดที่ยืนอยู่อย่างรวดเร็วและเดินตรงมาหาฉัน ความกลัวเกาะกุมจิตใจฉันอย่างหนักหน่วงในวินาทีนั้น จนแทบจะเป็นฉ
Leer más
บทที่ 5
"คุณโอฬารคะ แกอายุได้กี่วันแล้วคะ""สองวัน""แกได้รับการเจาะเลือดที่ส้นเท้าหรือยังคะ" ฉันถามด้วยความสงสัย"อะไรนะ" เขาตอบเหมือนไม่รู้ว่ามันคืออะไร"มันเป็นการตรวจที่จำเป็นมากนะคะ ต้องทำในช่วงวันแรก ๆ ของทารกแรกเกิด เพื่อคัดกรองโรคบางอย่างตั้งแต่เนิ่น ๆ ค่ะ""เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน วันนี้เราจะไปซื้อของที่จำเป็นก่อน พรุ่งนี้ค่อยไปตรวจสุขภาพทุกอย่างที่จำเป็น ตกลงไหม" เขาตอบอย่างหมดความอดทน"ตกลงค่ะ"ระยะทางที่เหลือเต็มไปด้วยความเงียบงัน เมื่อเรามาถึงเมืองหลวง ร้านแรกที่เราแวะคือร้านขายคาร์ซีทและเปลเด็ก จากนั้นเราก็ไปที่สำนักงานทะเบียนราษฎร ฉันนั่งอยู่ใกล้ประตูทางออก มองดูถนนข้างนอกระหว่างที่ชายคนนั้นรอคิว ฉันถึงกับคิดว่าแม่ของเด็กอาจจะโผล่มาแจ้งเกิดลูกชายตัวเองด้วยซ้ำ แต่ก็ไม่มีวี่แววใด ๆ มีคิวก่อนหน้าเขาอยู่สามคิว ระหว่างที่รอ ฉันก็เกิดไอเดียที่สุดบรรเจิดขึ้นมา ฉันเหลือบไปเห็นร้านขายเสื้อผ้าผู้หญิงอยู่ติดกับสำนักงานทะเบียนราษฎร ฉันจึงตัดสินใจจะไปซื้อเสื้อผ้าให้ตัวเองสักสองสามชุดฉันอุ้มทารกน้อยเดินเข้าไปในร้านแล้วหยิบชุดชั้นใน เสื้อผ้าห้าตัว กางเกงสามตัว และชุดกระโปรงอีกสองชุด ฉั
Leer más
บทที่ 6
หกโมงเช้าฉันก็ลุกขึ้นมาแต่งตัว ระหว่างที่กำลังจัดลิ้นชัก ก็มีเสียงเคาะประตูห้อง ฉันรีบไปเปิดประตูทันที เป็นผู้ชายคนที่มาช่วยขนของลงจากรถเมื่อวานนี้ ตอนที่ฉันเพิ่งกลับมาจากเมืองหลวงพร้อมกับเด็กน้อยและโอฬาร"อรุณสวัสดิ์ครับคุณอรุณี ผมชื่อจักริน เป็นคนขับรถของคุณโอฬาร ผมจะมาบอกว่ารถพร้อมแล้วนะครับ เราจะไปเมืองหลวงกันเมื่อไหร่ก็บอกได้เลย ผมจะเป็นคนพาคุณไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจสุขภาพของเด็กน้อยครับ""อ้าว คุณโอฬารไม่ได้ไปด้วยหรือคะ" ฉันถามด้วยความสงสัย"ไม่ครับ วันนี้ท่านออกไปตั้งแต่เช้าแล้วครับ""ตกลงค่ะ เดี๋ยวฉันเตรียมตัวเด็กเสร็จแล้วจะลงไปนะคะ"ฉันปิดประตูห้องแล้วไปอาบน้ำให้เด็กน้อย แกดูสบายตัวมากตอนที่อยู่ในอ่างอาบน้ำ"ดูหนูสบายตัวจังเลยนะตัวเล็ก ถ้าหนูเป็นลูกของฉัน ฉันจะตั้งชื่อหนูว่าน้องภูมิ"หลังจากจัดการแต่งตัวให้ชีวิตตัวน้อยเสร็จ ฉันก็จัดกระเป๋าของเขา เดินลงไปข้างล่าง และกินมื้อเช้าโดยให้เด็กน้อยนอนอยู่ในรถเข็น จากนั้นฉันก็อุ้มแกขึ้นมาและเดินไปที่รถ ฉันรัดเข็มขัดให้แกในคาร์ซีทเรียบร้อยจักรินเดินเข้ามาหาแล้วพูดว่า"เจ้านายสั่งให้ผมเอาสิ่งนี้มาให้คุณครับ"จักรินถือแฟ้มเอกสารอย
Leer más
บทที่ 7
"ถูกไล่ออกหรือคะ" หัวใจฉันแทบจะหยุดเต้น "เกิดอะไรขึ้นคะคุณท่าน ฉันทำอะไรผิดหรือคะ""หล่อนคิดว่าฉันโง่นักหรือไง นังเด็กบ้า" เขาลุกขึ้นอย่างหงุดหงิดและเดินตรงมาหาฉัน "อรุณี หล่อนอาศัยอยู่ในเมืองหลวง อายุครบสิบแปด และมีหมาพินเชอร์ที่ถูกผีสิง" ฉันรู้สึกได้เลยว่าขากำลังตัวสั่น "หล่อนคิดจริง ๆ หรือว่าฉันจะยอมให้ใครก็ไม่รู้เข้ามาในบ้านฉันโดยไม่สืบประวัติก่อนหรือ"ฉันถูกจับได้แล้ว"ขอโทษค่ะคุณท่าน ฉันโกหก ฉันควรจะบอกความจริงตั้งแต่แรก""สายไปแล้ว" เขาตะโกน "รู้ไหมว่าอะไรที่ทำให้ฉันประหลาดใจที่สุด ความสามารถและความเร็วในการแต่งเรื่องโกหกของหล่อนไง""ฉันต้องการงานนี้มากจริง ๆ นะคะ และ...""หุบปากซะ" เขาตะโกนอีกครั้ง "ถ้ามีสิ่งเดียวที่ฉันเกลียดที่สุดในโลกใบนี้ ก็คือคำโกหก รู้ไว้ซะ ฉันอยากให้หล่อนเก็บข้าวของทุกอย่างแล้วไสหัวออกไปจากบ้านฉันเดี๋ยวนี้""แต่นี่มันดึกมากแล้วนะคะ"วินาทีนั้นเขาเดินเข้ามาใกล้ฉันมากจนฉันกลัวปฏิกิริยาของเขา มันเหมือนกับเหตุการณ์เดจาวูเลยล่ะ"แล้วฉันต้องแคร์ด้วยหรือไง" เขาลดเสียงลง "หล่อนไม่ใช่หรือที่ชอบร่อนเร่ไปมาตอนกลางคืน""คุณรู้ได้อย่างไรคะ" ฉันไม่เข้าใจว่าเข
Leer más
บทที่ 8
ฉันตื่นขึ้นมาในวันรุ่งขึ้นด้วยความรู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งตัว ราวกับนอนบนก้อนหิน น้องภูมิตื่นขึ้นมามากกว่าสามครั้งเมื่อคืนนี้ และครั้งสุดท้ายที่แกตื่น แกก็ไม่อยากกลับไปนอนอีก ในเมื่อไม่มีอะไรให้ทำมากนักและแกก็ยังหลับอยู่ ฉันจึงตัดสินใจโทรหาอิสเพื่อนของฉัน ซึ่งป่านนี้คงเป็นห่วงฉันแทบแย่อยู่แล้ววันก่อนหน้านี้ฉันเพิ่งซื้อซิมการ์ดโทรศัพท์ใหม่ ถึงแม้จะรู้ว่าแม่คงไม่โทรหาฉัน แต่ฉันก็กลัวว่าสันต์พ่อเลี้ยงที่ไร้ยางอายนั่นจะตามหาฉันหรือพยายามข่มขู่ สันต์เป็นคนเข้มงวดมากตอนอยู่บ้านและยังรักความสมบูรณ์แบบ จานอาหารที่สาดใส่หน้าคงทิ้งรอยแผลเป็นไว้ให้เขาไม่น้อย และด้วยนิสัยของเขา ฉันรู้ดีว่าเขาคงไม่ยอมปล่อยเรื่องนี้ไปง่าย ๆ ยิ่งไปกว่านั้น เขาไม่ได้บอกเรื่องนี้กับแม่ เขาคงตั้งใจจะแก้แค้นด้วยตัวเอง และพระเจ้าเท่านั้นที่รู้ว่าเขาจะใช้วิธีไหน ในฐานะข้าราชการ เขาสามารถเข้าถึงข้อมูลและรู้จักคนใหญ่คนโตมากมาย มันคงง่ายมากที่เขาจะหาฉันให้เจอถ้าฉันยังอยู่ในเมืองหลวง ถึงแม้ว่าตอนนี้ที่นี่ฉันจะยังตกอยู่ในความเสี่ยงก็ตาม"ฮัลโหล ใครพูดสายอยู่" อิสตอบรับด้วยน้ำเสียงสงสัย"ความรักในชีวิตของเธอไง" ฉันพูดติดตลก"ร
Leer más
บทที่ 9
เมื่ออยู่ในห้อง ฉันก็เริ่มทบทวนสถานการณ์ที่ตัวเองกำลังเผชิญ ฉันอยู่ตัวคนเดียวบนโลกใบนี้ อาศัยอยู่ในบ้านของคนแปลกหน้า ห่างไกลจากตัวเมือง และต้องดูแลเด็กทารกที่ไม่รู้ว่าแม่ของแกเป็นใคร ฉันจะไม่ได้รับเงินเดือนอีกต่อไปแล้ว แถมยังถูกเจ้านายมองว่าเป็นคนโกหกอีก ฉันไม่สามารถอยู่ที่นี่อีกต่อไปได้แล้ว ไม่มีเหตุผลอะไรเลย ฉันเริ่มเก็บข้าวของที่มีอยู่น้อยนิดใส่กระเป๋า ตอนนั้นเองที่น้องภูมิเริ่มร้องไห้ ฉันอุ้มแกขึ้นมาและพบว่าตัวแกร้อนจี๋ ฉันหยิบยาจากกล่องยาเล็ก ๆ ที่เตรียมไว้ป้อนให้แก แล้วก็พาแกไปอาบน้ำ หวังว่าไข้จะลดลงฉันยังไม่ได้กินมื้อเช้าหรือมื้อเที่ยงเลย ฉันตัดสินใจว่าจะไม่กินอะไรในบ้านหลังนี้อีกแล้ว เพื่อที่โอฬารจะได้ไม่คิดว่าฉันอยู่ที่นี่แค่เพื่อแลกกับอาหารและที่ซุกหัวนอน แน่นอนว่าการพักอยู่ในบ้านหลังนี้ แม้จะไม่ได้รับเงินเดือนสักบาท ก็ยังปลอดภัยกว่าการออกไปร่อนเร่โดยไม่รู้ชะตากรรมว่าชีวิตจะเป็นอย่างไรต่อไป แต่ฉันเริ่มผูกพันกับเด็กทารกคนนี้แล้ว การทิ้งแกไปคงทำให้ฉันใจแตกสลายแต่พอถึงห้าโมงเย็น ความหิวก็เล่นงานฉันอย่างหนัก น้องภูมิอาการดูดีขึ้นแล้ว ฉันจึงลงไปชั้นล่างตามลำพังโดยถือเครื่องด
Leer más
บทที่ 10
"ไปจากที่นี่หรือ หมายความว่าอย่างไรครับ" ศรัณย์ถามอย่างไม่เข้าใจ ดูเหมือนว่าโอฬารจะยังไม่ได้บอกเพื่อนเรื่องบทสนทนาล่าสุดของเรา"ฉันยังเป็นผู้เยาว์ค่ะ คุณโอฬารไล่ฉันออกแล้ว""อีกนานแค่ไหนคุณถึงจะอายุสิบแปด""อีกแค่สองเดือนค่ะ แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลหลักหรอก" ฉันยังคงร้องไห้อยู่"แล้วมันคืออะไรล่ะครับ""ต่อให้ฉันอายุสิบแปด ฉันก็อยู่ที่นี่ไม่ได้หรอกค่ะ เพราะฉันไม่สามารถลงทะเบียนการจ้างงานอย่างเป็นทางการได้" สุดท้ายฉันก็หลุดปากพูดความกังวลที่เกาะกินจิตใจฉันออกมา สันต์จะหาที่อยู่ฉันเจอ เขาจะตามมาทำลายชีวิตฉัน หรือพระเจ้าเท่านั้นที่รู้ว่าเขาจะทำอะไรได้บ้าง"อรุณี คุณมีคดีติดตัวหรือเปล่า คุณกำลังหนีอะไรอยู่" ศรัณย์ถามอย่างไม่เข้าใจ"ไม่ใช่แบบนั้นหรอกค่ะ ช่างมันเถอะ คุณคงไม่เข้าใจหรอก" วินาทีนั้นฉันตระหนักได้ว่าตัวเองช่างเปราะบางเหลือเกินจนเกือบจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้ศรัณย์ฟังเสียแล้ว ฉันรวบรวมสติ รับแก้วน้ำมา และลุกขึ้นยืน"ขอตัวก่อนนะคะ ฉันต้องไปอยู่เป็นเพื่อนน้องภูมิแล้ว""เดี๋ยวก่อน ขอถามอีกอย่าง โอฬารรู้ไหมว่าคุณอยู่ที่นี่""แน่นอนว่าไม่ค่ะ ไอ้โง่..." ฉันเกือบจะสบถด่าชายคนนั้นต่อหน้า
Leer más
Escanea el código para leer en la APP