"อรุณี อรุณี"
ฉันหันไปมองและเห็นอิสราเพื่อนของฉัน เธอสวมชุดกระโปรงยาวสีฟ้าคราม ปล่อยผมสีบลอนด์สยาย และกำลังเดินโบกมือให้ฉัน
"ฉันนึกว่าเธอจะไม่มาซะแล้ว รุณี" เธอสวมกอดฉัน
"อิส เธอไม่รู้หรอกว่าเพิ่งเกิดอะไรขึ้น ไอสวะสันต์นั่นมันพยายามจะข่มขืนฉัน" ฉันพูดปนสะอื้น นึกถึงภาพที่ไอ้สารเลวนั่นสัมผัสร่างกายของฉัน
"อะไรนะ" เธอตอบอย่างไม่เชื่อหู
ฉันเล่าเรื่องทั้งหมดให้เธอฟัง เธอสวมกอดและร้องไห้ไปกับฉัน
"เราจะหาทางออกกัน รุณี เธอจะไม่กลับไปที่บ้านหลังนั้นอีกแล้ว ฉันรู้แล้วว่าต้องทำยังไง"
"เธอคิดจะทำอะไรหรือ"
"ฉันมีใบอนุญาตเดินทางที่พ่อแม่เซ็นไว้แล้ว และฉันก็ซื้อตั๋วไว้แล้วด้วย เธอแค่ขึ้นรถบัสไปแทนฉันก็พอ"
"เธอเป็นบ้าไปแล้วหรือไง เธอจะตกรถนะ"
"เดี๋ยวฉันซื้อตั๋วใหม่แล้วค่อยเดินทางพรุ่งนี้ก็ได้ อีกอย่าง มหาวิทยาลัยก็เพิ่งจะเปิดเทอมอาทิตย์หน้าด้วย"
"แล้วพ่อแม่เธอจะว่ายังไงล่ะ" ฉันถามด้วยความกังวล ฉันมีปัญหาของฉันก็จริง แต่ฉันไม่อยากให้เพื่อนต้องมามีปัญหากับพ่อแม่เพราะฉัน
"ไม่ต้องห่วงหรอก เดี๋ยวฉันหาข้ออ้างเอง ฉันจะบอกว่ามัวแต่เถลไถลอยู่ในร้านสะดวกซื้อจนตกรถ ฉันสามารถจัดการได้น่า"
"ฉันไม่รู้จะพูดอะไรเลย อิส เธอเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของฉันจริง ๆ ตั๋วราคาเท่าไหร่บอกมาที ฉันจะจ่ายคืนให้ เธอจะได้เอาเงินไปซื้อตั๋วพรุ่งนี้"
"ไม่มีทาง ถือซะว่าเป็นของขวัญสำหรับอิสรภาพของเธอก็แล้วกัน ฉันรู้ว่าเธอทรมานแค่ไหนในบ้านหลังนั้น และฉันก็ไม่อยากให้เธอกลับไปที่นั่นอีก รีบไปได้แล้ว เพราะตอนนี้คนที่ตกรถไม่ได้คือเธอต่างหาก"
"อิส วันนี้ฉันบอกหรือยังว่าฉันรักเธอ"
"ยังหรอก แต่ฉันรู้ว่าเธอรักฉัน" เธอยิ้ม "บอกหน่อยสิว่าในกระเป๋ามีอะไรบ้าง"
"กิ๊บติดผม เอกสาร แล้วก็เงินเก็บทั้งหมดที่ฉันมี"
"ไม่มีเสื้อผ้าเลยหรือไง เอาของฉันไปสิ"
"ไม่เอาหรอก" ฉันรีบปฏิเสธ อิสทำเพื่อฉันมามากพอแล้ว มันคงไม่ยุติธรรมถ้าฉันจะเอาเปรียบเธอ "เดี๋ยวไปถึงที่นั่นค่อยซื้อเอาก็ได้ อีกอย่างฉันยังไม่รู้เลยว่าจะไปไหน ขืนขนของไปเยอะ ๆ คงลำบากแย่"
"งั้นอย่างน้อยฉันก็อยากให้เธอรับสิ่งนี้ไว้นะ" เธอหยิบธนบัตรปึกหนึ่งออกมาจากกระเป๋าสตางค์
"ฉันรับไว้ไม่ได้หรอก ไม่ต้องห่วงน่า ฉันมีติดตัวมานิดหน่อยแล้ว"
"ได้โปรดเถอะ รุณี ฉันให้จากใจจริง ๆ นะ อีกอย่างฉันไปอยู่บ้านป้า ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรหรอก แถมพ่อแม่ก็ส่งเงินให้ใช้ทุกเดือนด้วย" ถึงจะไม่ร่ำรวย แต่ครอบครัวของอิสราก็มีฐานะมั่นคง "แล้วเธอก็ต้องใช้เงินอีกเยอะกว่าจะหางานทำได้นะ"
"เอาล่ะ ฉันจะรับไว้ก็ได้ แต่มีข้อแม้ว่าถ้าฉันหางานทำได้เมื่อไหร่ ฉันจะคืนเงินให้เธอทุกบาททุกสตางค์เลย"
"ตามใจย่ะ ยัยคนหยิ่งยโส"
เราหัวเราะกัน และไม่นานเสียงประกาศเรียกขึ้นรถบัสครั้งสุดท้ายก็ดังขึ้น ฉันสวมกอดเพื่อนเป็นครั้งสุดท้าย
"อย่าลืมเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์แล้วโทรหาฉันด้วยล่ะ ฉันอยากรู้ข่าวคราวของเธอตลอดนะ เข้าใจไหม"
"แน่นอน"
ฉันขึ้นรถบัส ยื่นกระดาษที่อิสให้มา โดยไม่ต้องแสดงบัตรประชาชน ฉันนั่งลงบนเบาะและเริ่มคิดว่าจะทำยังไงกับชีวิตต่อไปดี ฉันนึกถึงน้องสาว ฉันรู้ว่าไอ้สัตว์ประหลาดนั่นจะไม่ทำอะไรเธอ เป้าหมายของมันคือฉันคนเดียว แต่ฉันก็อดห่วงไม่ได้ เพราะเธอกำลังป่วยและฉันก็ไม่ได้แม้แต่จะบอกลาเธอ
ตอนนี้ฉันมีเงินติดตัว 14,950 บาท ฉันสามารถเช่าห้องพักในบ้านเช่าสักแห่งและรีบหางานทำ แต่ฉันก็รู้สึกแย่มาก เพราะฉันไม่มีประสบการณ์อะไรเลย แม่ไม่เคยยอมให้ฉันไปเรียนวิชาชีพเลย แม้แต่คอร์สเรียนฟรีก็เถอะ สิ่งเดียวที่ฉันทำเป็นก็คือการดูแลบ้านและเลี้ยงเด็ก
ราวหกโมงเย็นโทรศัพท์ของฉันก็เริ่มดังขึ้น เป็นแม่นั่นเอง ฉันรีบรับสายทันที
"อรุณี หล่อนอยู่ที่ไหน" น้ำเสียงของแม่จริงจัง
"แม่คะ แล้วอลิสาล่ะ น้องดีขึ้นหรือยังคะ" ฉันเปลี่ยนเรื่อง
"อย่ามาเมินฉันนะนังเด็กบ้า ฉันอยู่หน้าบ้านเนี่ย ถ้าหล่อนไม่โผล่มาภายในสิบนาที ฉันเอาหล่อนตายแน่"
"ทำไมล่ะคะ" ฉันถามเพื่อหยั่งเชิงดูว่าไอ้สารเลวนั่นไปเป่าหูอะไรแม่
"ก็เพราะหล่อน สันต์ถึงประสบอุบัติเหตุ หล่อนทิ้งน้องที่ป่วยไว้คนเดียวแล้วออกไปข้างนอก เขาไม่รู้จะรับมือกับเด็กยังไงจนตอนเที่ยงก็ดันลื่นล้มพร้อมจานข้าว ไม่ใช่แค่โดนลวกนะ แต่จานยังแตกบาดหน้าเขาด้วย"
"อะไรนะคะ" เขาไม่มีความกล้าพอที่จะบอกความจริงกับแม่ ไอ้สวะนั่นคงวางแผนจะแก้แค้นฉันด้วยวิธีอื่น แน่ ๆ
"ไม่ใช่นะคะแม่ เรื่องมันไม่ได้เป็นแบบนั้น ผู้ชายที่แม่เลือกมาเป็นสามีพยายามจะล่วงละเมิดหนู หนูแค่ป้องกันตัวด้วยการสาดอาหารใส่หน้าเขาเต็มแรงก็เท่านั้นเอง"
"หล่อนกำลังพูดเรื่องบ้าอะไรยะ นังเด็กบ้า" แม่ตะโกนอย่างคนเสียสติ
"ก็อย่างที่แม่ได้ยินนั่นแหละค่ะ หนูว่ามันแปลกมากเลยนะที่เขาไม่บอกความจริงกับแม่ ทั้ง ๆ ที่เขาบอกหนูเองว่าเขาเป็นลูกผู้ชายตัวจริง"
"หล่อนรู้ตัวไหมว่าพูดอะไรออกมา อรุณี สันต์เป็นข้าราชการ มีคนรู้จักไปทั่วเมือง หล่อนอยากทำลายชีวิตเขาด้วยการโกหกอย่างนั้นหรือ ฉันรู้ว่าฉันไม่ควรไว้ใจหล่อน ความจริงแล้วเขาคงโดนน้ำร้อนลวกเพราะพยายามหลบหลีกการอ่อยของหล่อนมากกว่า รู้ไหม ไม่ต้องกลับมาที่บ้านอีกนะ อยู่ที่ไหนก็อยู่ไปเลย นังเด็กอกตัญญู เขาทำเพื่อหล่อนทุกอย่าง เลี้ยงดูหล่อนมาทั้งที่หล่อนไม่ใช่ลูกเต้าเหล่าใคร แถมหล่อนยังได้อยู่ในบ้านหลังนี้อย่างสุขสบาย ฉันขอให้หล่อนเจ็บปวดกับการเรียนรู้โลกกว้าง และร้องไห้เป็นสายเลือดเมื่อหล่อนสำนึกผิดกับสิ่งที่ทำลงไป"
"แม่คะ ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่แม่กลายเป็นปีศาจไร้หัวใจแบบนี้ คนที่เลิกเชื่อใจลูกสาวตัวเองเพื่อไปเชื่อผู้ชายคนหนึ่ง"
"ฟังนะ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฉันไม่ถือว่าหล่อนเป็นลูกสาวฉันอีก หล่อนไม่ใช่คนในครอบครัวของฉัน เข้าใจไหม ฉันพลาดเองที่เกิดหล่อนมา ฉันยังเด็กมากและต้องมาเสียเวลาวัยสาว ทิ้งความฝันทุกอย่างเพื่อเลี้ยงดูหล่อน แต่สุดท้ายหล่อนก็มอบความเจ็บปวดพวกนี้ให้ฉัน"
หลังจากที่แม่พ่นเรื่องไร้สาระสารพัดออกมา เธอก็วางสายใส่หน้าฉัน การได้ยินคำพูดเหล่านั้นทำให้ฉันร้องไห้ออกมาเหมือน เด็ก ๆ
แม่ตั้งท้องตอนอายุ 16 ตอนที่เจอกับพ่อ พวกเขาตกหลุมรักกัน ย้ายมาอยู่ด้วยกัน และอีกสองปีต่อมาก็จดทะเบียนสมรส เรามีความสุขกันมาก ฉันไม่เคยเห็นแม่เสียใจเลยที่ท้องฉันตั้งแต่ยังเด็ก
แต่โชคร้าย บ่ายวันหนึ่ง ขณะที่พ่อกำลังกลับจากทำงานและเดินข้ามทางม้าลาย คนขับรถที่เมาสุราฝ่าไฟแดงมาชนพ่อ พ่อเสียชีวิตทันที คนขับเป็นเด็กหนุ่มอายุสิบเจ็ดปีที่แอบเอารถของพ่อมาขับ เขาไม่ได้รับโทษอะไรเลย เพราะเขาเป็นลูกชายของนักธุรกิจที่ร่ำรวยและมีอิทธิพลมากในภูมิภาคนี้ พวกเขาจ่ายค่าชดเชยให้แม่ และแม่ก็ได้รับเงินบำนาญเพราะฉันยังไม่บรรลุนิติภาวะ แต่จนถึงทุกวันนี้ฉันยังไม่เคยเห็นเงินจำนวนนั้นเลย พอแม่ได้พบกับสันต์ พวกเขาก็ซื้อบ้านในย่านที่ดีของเมือง เขาทำงานที่สำนักงานอัยการและฝากฝังให้แม่ได้ทำงานเป็นเลขานุการ ในสายตาคนอื่น พวกเขาดูมีชีวิตที่ดี แต่โชคร้ายที่ฉันไม่เคยได้รับประโยชน์อะไรเลย ยกเว้นค่าเทอมที่แม่จ่ายให้ เพราะมันคงดูไม่ดีสำหรับพวกเขาถ้าฉันเรียนโรงเรียนรัฐบาล
ท้องฟ้าเริ่มสางและผู้โดยสารส่วนใหญ่กำลังหลับใหล ฉันมองออกไปบนถนน เห็นแต่ความมืดมิดสองข้างทาง และจินตนาการว่าฉันจะทำอย่างไรกับชีวิตต่อไป เพราะใครจะอยากจ้างผู้เยาว์เข้าทำงานกันล่ะ
เมื่อรถบัสจอดพักครั้งแรกตอนตีห้า ฉันไปเข้าห้องน้ำและดื่มกาแฟที่ร้านขายของว่าง เพราะฉันหิวจนไส้กิ่ว ฉันแทบไม่ได้กินอะไรมาเป็นวันแล้ว เพราะอาหารมื้อเที่ยงของฉันต้องไปจบลงบนหน้าของสัตว์ประหลาดตนนั่น
ฉันซื้อคุกกี้สองสามห่อสำหรับเดินทาง น้ำเปล่า น้ำผลไม้ และเสื้อกันหนาวจากพ่อค้าเร่ เพราะบนรถบัสอากาศหนาวมากและเสื้อของฉันก็เป็นแขนสั้น
ตอนหกโมงเช้า รถบัสก็ออกเดินทางต่อ ตอนนี้ฉันมีเสบียงพร้อมแล้ว ฉันจะไม่อดอยากระหว่างทางแน่ ระหว่างที่ชาร์จแบตโทรศัพท์ ฉันก็ค้นหาห้องพักและบ้านเช่า เพื่อที่เมื่อไปถึงเมืองหลวงจะได้ไม่ต้องนอนข้างถนน ฉันมองหาตำแหน่งงานว่างด้วย แต่ทุกที่ต้องการคนที่มีประสบการณ์และมีบุคคลอ้างอิง โชคร้ายที่ฉันไม่มีคุณสมบัติพวกนั้นเลย
หลังจากเดินทางมาเกือบวันครึ่ง ฉันก็มาถึงเมืองหลวง ฉันตกตะลึงกับตึกสูงระฟ้าและทางหลวงสายใหญ่ เมืองที่ฉันจากมานั้นดูเล็กไปถนัดตาเมื่อเทียบกับที่นี่ ฉันลงจากรถบัสที่สถานีขนส่งตอนบ่ายสองโมง และเดินไปถามข้อมูลเรื่องงานที่แผงขายอาหาร หญิงชราท่าทางสุภาพให้บริการฉันอย่างเป็นมิตร และฉันก็ถามทุกอย่างเท่าที่จะนึกออก
"หนูเอ๊ย แม้แต่ในเมืองหลวง การหางานก็เป็นเรื่องยากมากนะ การแข่งขันสูงมาก และจากที่หนูเล่าให้ฟัง หนูคงทำได้แค่งานรับใช้ในบ้านคนอื่น ซึ่งก็ยากอีกนั่นแหละ เพราะพวกเขาไม่ยอมให้ใครหน้าไหนก็ไม่รู้เข้าไปในบ้านง่าย ๆ หรอก"
"ฉันเข้าใจค่ะ ป้ามาลี แต่ฉันเชื่อว่าจะต้องหางานได้แน่นอน" ฉันพูดด้วยความมั่นใจ
"จะว่าไป ป้าก็พอรู้แหล่งที่หนูอาจจะหางานทำได้นะ" ป้ามาลีเงียบไปครู่หนึ่ง แหงนหน้ามองฟ้าอย่างครุ่นคิด แล้วหันมามองฉัน "ที่ฟาร์มเกตุธนา ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่กี่กิโลเมตร ที่นั่นรับคนงานอยู่เรื่อย ๆ แหละ ไม่ว่าจะเป็นช่วงเก็บเกี่ยว ทำความสะอาดโรงเรือน ทำอาหารให้คนงาน และงานอื่น ๆ ที่ไม่ต้องการประวัติการทำงานอะไรมากมาย"
"แล้วฉันจะไปที่นั่นได้อย่างไรคะ" ฉันถามอย่างมีความหวัง
"หมู่บ้านเกตุธนาอยู่ห่างจากที่นี่ประมาณสี่สิบกิโลเมตร พอไปถึงหนูก็ถามทางไปฟาร์มกับใครก็ได้ ความจริงแล้วหมู่บ้านนี้เจ้าของฟาร์มเป็นคนสร้างขึ้นมาเอง เขาสร้างให้คนงานอยู่และเก็บค่าเช่าถูกแสนถูก โดยหักจากเงินเดือน ที่ป้าเล่าได้เป็นฉาก ๆ ก็เพราะลูกชายป้าทำงานและอาศัยอยู่ที่นั่นมาเจ็ดปีแล้วล่ะ วันนี้เขาก็เพิ่งจะมาเยี่ยมป้าเมื่อเช้านี้เอง"
"แล้วป้ายรถบัสที่จะไปที่นั่นอยู่ตรงไหนคะ"
"นั่นแหละปัญหา พวกเขามีรถรับส่งของตัวเอง ซึ่งจะวิ่งเฉพาะวันเสาร์เท่านั้น ที่นั่นแทบจะเป็นเมืองเล็ก ๆ เมืองหนึ่งเลยล่ะ คนส่วนใหญ่เลยเข้ามาในเมืองหลวงเฉพาะวันเสาร์ซึ่งเป็นวันหยุด คนที่มีรถส่วนตัวอยากจะมาเมื่อไหร่ก็ได้ แต่รถบัสจะวิ่งแค่วันเสาร์ รถแท็กซี่ก็ไม่เข้าไปที่นั่นแล้ว เพราะเจ้าของไม่ชอบให้มีรถแปลกปลอมเข้าไป และสั่งห้ามไม่ให้รถแท็กซี่เฉียดเข้าไปใกล้หมู่บ้านเด็ดขาด"
"เข้าใจแล้วค่ะ ฉันจะลองดูว่าจะทำอย่างไรได้บ้าง"
"ลองดูเถอะนะหนู เมื่อสัปดาห์ก่อน มีคนงานใหม่เพิ่งเข้าไปตั้งห้าสิบคน ป้ามั่นใจว่าเขาต้องต้องการคนช่วยในครัวแน่ ๆ "
"ขอบคุณค่ะป้ามาลี ขอให้เป็นบ่ายที่สดใสนะคะ"
เนื่องจากเพิ่งจะบ่ายสามโมง ฉันจึงตัดสินใจเสี่ยงดู ฉันจะไปที่ฟาร์มแห่งนั้น แม้จะต้องโบกรถไปตามทางก็ตาม ระหว่างที่เดินไปทางออกเมืองและเห็นผู้หญิงคนไหนพาลูกมาด้วย ฉันก็จะเสนอขายกิ๊บติดผมให้ ฉันเห็นป้ายบอกทางไปหมู่บ้านเกตุธนาจึงเดินตามไป ไม่ช้าก็เร็วต้องมีรถผ่านมาบ้างแหละ แล้วฉันค่อยขอติดรถไปด้วย มันเสี่ยงก็จริง แต่ยังไงชีวิตฉันก็พังไม่เป็นท่าอยู่แล้ว จะมีอะไรแย่ไปกว่านี้อีกล่ะ
ฉันสนใจที่นั่นเพราะอย่างที่ป้ามาลีบอก พวกเขารับคนงานอยู่เสมอ และยังมีบ้านพักให้คนงานในราคาถูกอีกด้วย นั่นคือสิ่งที่ฉันต้องการที่สุดในตอนนี้ ฉันเดินมาตามถนนดินแดงราวสิบห้ากิโลเมตรแล้วก็ยังไม่มีรถผ่านมาสักคัน ฉันเริ่มรู้สึกเสียใจที่ทำอะไรโง่ ๆ อย่างการเดินมาบนถนนที่ไม่รู้จักเพียงลำพัง และไม่รู้จักใครเลย
เมื่อถึงเวลาหกโมงเย็น ท้องฟ้าก็เริ่มมืดครึ้ม เมฆตั้งเค้าทะมึน เป็นสัญญาณว่าพายุฝนกำลังจะเทลงมาในไม่ช้า ถึงตอนนี้ฉันก็รู้สึกเสียใจจริง ๆ แต่ก็หันหลังกลับไม่ได้แล้ว ไม่นานฝนก็เริ่มตกลงมา
ฝนตกหนัก ท้องฟ้ามืดสนิท และฉันก็เปียกปอนไปทั้งตัว ฉันพยายามเอามือป้องไฟฉายจากโทรศัพท์ไม่ให้น้ำเข้า เพราะฉันมองอะไรไม่เห็นเลย วินาทีนั้นฉันรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งที่ไม่ได้รอให้ถึงวันเสาร์เพื่อไปที่ฟาร์มแห่งนั้น แต่เพราะวันนี้เพิ่งจะวันอาทิตย์ และฉันก็รอไม่ไหว ฉันจึงตัดสินใจทำแบบนี้ เพราะฉันจะผลาญเงินที่มีอยู่อย่างสูญเปล่าไม่ได้ ก่อนหน้านี้ฉันลองถามคนขับแท็กซี่ดูแล้วว่าเขาจะไปส่งฉันให้ใกล้หมู่บ้านที่สุดได้ไหม แต่เขากลับจ้องหน้าและถามว่าฉันบ้าไปแล้วหรือเปล่า ตอนนั้นฉันไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงพูดแบบนั้น ความคิดบ้า ๆ นี้จึงผุดขึ้นมาในหัว
ดูเหมือนว่าตอนนี้ฝนจะซาลงบ้างแล้ว ฉันเปียกโชกและหนาวสั่นไปถึงกระดูก สิ่งที่ทำให้ฉันงุนงงก็คือไม่มีรถผ่านมาเลยสักคัน ฉันสังเกตเห็นว่าตัวเองกำลังเข้าใกล้อะไรบางอย่าง เมื่อเข้าไปใกล้ขึ้น ฉันก็พบว่ามันคือสะพาน ทันใดนั้น สายตาของฉันก็จับจ้องไปที่แสงไฟหน้ารถ
รถคันนั้นสีแดงและมีสัญลักษณ์รูปม้า ดูเหมือนจะเป็นรถหรู ซึ่งน่าแปลกที่มันมาจอดอยู่บนสะพาน ฉันตกใจสุดขีดเมื่อสายฟ้าแลบแปลบปลาบ และฉันก็เหลือบไปเห็นชายคนหนึ่งยืนอยู่ เตรียมพร้อมจะกระโดดลงไป