"คุณโอฬารคะ แกอายุได้กี่วันแล้วคะ"
"สองวัน"
"แกได้รับการเจาะเลือดที่ส้นเท้าหรือยังคะ" ฉันถามด้วยความสงสัย
"อะไรนะ" เขาตอบเหมือนไม่รู้ว่ามันคืออะไร
"มันเป็นการตรวจที่จำเป็นมากนะคะ ต้องทำในช่วงวันแรก ๆ ของทารกแรกเกิด เพื่อคัดกรองโรคบางอย่างตั้งแต่เนิ่น ๆ ค่ะ"
"เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน วันนี้เราจะไปซื้อของที่จำเป็นก่อน พรุ่งนี้ค่อยไปตรวจสุขภาพทุกอย่างที่จำเป็น ตกลงไหม" เขาตอบอย่างหมดความอดทน
"ตกลงค่ะ"
ระยะทางที่เหลือเต็มไปด้วยความเงียบงัน เมื่อเรามาถึงเมืองหลวง ร้านแรกที่เราแวะคือร้านขายคาร์ซีทและเปลเด็ก จากนั้นเราก็ไปที่สำนักงานทะเบียนราษฎร ฉันนั่งอยู่ใกล้ประตูทางออก มองดูถนนข้างนอกระหว่างที่ชายคนนั้นรอคิว ฉันถึงกับคิดว่าแม่ของเด็กอาจจะโผล่มาแจ้งเกิดลูกชายตัวเองด้วยซ้ำ แต่ก็ไม่มีวี่แววใด ๆ มีคิวก่อนหน้าเขาอยู่สามคิว ระหว่างที่รอ ฉันก็เกิดไอเดียที่สุดบรรเจิดขึ้นมา
ฉันเหลือบไปเห็นร้านขายเสื้อผ้าผู้หญิงอยู่ติดกับสำนักงานทะเบียนราษฎร ฉันจึงตัดสินใจจะไปซื้อเสื้อผ้าให้ตัวเองสักสองสามชุด
ฉันอุ้มทารกน้อยเดินเข้าไปในร้านแล้วหยิบชุดชั้นใน เสื้อผ้าห้าตัว กางเกงสามตัว และชุดกระโปรงอีกสองชุด ฉันไม่ได้ลองใส่ด้วยซ้ำ แค่บอกไซส์แล้วก็ยัดใส่เข้าไปในถุง ที่นั่นมีรองเท้าขายด้วย ฉันจึงซื้อรองเท้าแตะสองคู่กับรองเท้าผ้าใบอีกหนึ่งคู่ ฉันซื้อกระเป๋าเดินทางใบเล็กและขอให้พนักงานเอาของทุกอย่างใส่ลงไป ถัดจากร้านเสื้อผ้ามีร้านขายยา ฉันเลยแวะซื้อของใช้ส่วนตัวที่จำเป็น
ฉันใช้เวลาไม่ถึงยี่สิบนาทีด้วยซ้ำก็ได้กระเป๋าที่เต็มไปด้วยของทุกอย่างที่ฉันต้องการ เมื่อฉันกลับมาที่สำนักงานทะเบียนราษฎร โอฬารก็ปรากฏตัวขึ้น
เราเข้าไปในร้านขายยาเพื่อซื้อผ้าอ้อม ขวดนม ยางกัด ชุดอุปกรณ์ทำความสะอาด และนมผงสูตรที่เหมาะสำหรับเด็กทารก จากนั้นเราก็ไปที่ร้านขายเสื้อผ้าและซื้อชุดเด็กอ่อนที่จำเป็น ฉันซื้อไซส์ใหญ่เผื่อไว้เป็นส่วนใหญ่ เพราะรู้ว่าเด็กทารกจะโตเร็วมาก โอฬารไม่ได้สนใจเรื่องราคาเลย ตรงกันข้าม เขากลับสั่งให้ซื้อของที่แพงที่สุดจากแบรนด์ดังที่มีชื่อเสียง เราออกมาข้างนอกได้กว่าสองชั่วโมงแล้ว และทารกน้อยก็เริ่มร้องไห้
"ไม่อยากจะเชื่อเลย เด็กนี่ร้องไห้อีกแล้วหรือ" โอฬารพูดอย่างหงุดหงิด
"เป็นเรื่องปกติค่ะคุณท่าน เด็กวัยนี้ต้องกินนมทุก ๆ สองชั่วโมง คุณช่วยแวะร้านอาหารแถว ๆ นี้ได้ไหมคะ ฉันจะขอให้เขาลวกขวดนมให้หน่อยค่ะ"
เราแวะที่ร้านอาหารเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ฉันคุยกับพนักงานเสิร์ฟและอธิบายสถานการณ์ให้เธอฟัง เธอไม่เพียงแต่ลวกขวดนมให้เท่านั้น แต่ยังอุ่นน้ำสำหรับชงนมผงให้ด้วย หลังจากป้อนนมเด็กน้อยจนแกหลับสนิทไปอีกครั้ง เราก็ซื้อของที่เหลือจนครบ
"หล่อนพักอยู่ที่ไหนล่ะ เดี๋ยวเราแวะไปเอาของของหล่อนกัน" โอฬารพูดขึ้น
"ไม่ต้องหรอกค่ะ แม่เอามาให้แล้ว ฉันขอให้แม่เอามาให้ตอนที่เราอยู่ที่สำนักงานทะเบียนราษฎรน่ะค่ะ"
เขามองอย่างสงสัยแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร จากนั้นเราก็มุ่งหน้ากลับฟาร์ม เมื่อไปถึงก็มีคนงานคนหนึ่งรอเราอยู่หน้าบ้าน เขารีบมาช่วยขนของลงจากรถและนำไปไว้ที่ห้อง "ของฉัน"
มีถุงหลายใบที่ฉันต้องจัดการให้เรียบร้อย ฉันมีเวลาเหลือเฟือ เพราะข้อดีของเด็กแรกเกิดก็คือแกจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนอน
ฉันหยิบเสื้อผ้าเด็กอ่อนที่เพิ่งซื้อมาแล้วเดินไปหาห้องซักรีด เนื่องจากพรุ่งนี้เด็กน้อยต้องไปตรวจสุขภาพ แกจึงต้องใส่เสื้อผ้าชุดใหม่ ฉันซักทุกอย่างด้วยมือแล้วนำไปตากให้แห้ง ระหว่างนั้นฉันก็ไปที่ครัวเพื่อต้มน้ำใส่กระติกน้ำร้อนสำหรับเอาไปไว้ในห้อง เมื่อเดินเข้าไปในครัว ฉันก็พบผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ที่นั่น
"สวัสดีตอนบ่ายค่ะ" ฉันทักทายอย่างสุภาพ
"สวัสดีตอนบ่ายจ้ะ" หญิงคนนั้นมองฉันด้วยความสงสัย "เธอคงจะเป็นพี่เลี้ยงเด็กสินะ"
"ใช่ค่ะ ฉันเอง ฉันชื่ออรุณีค่ะ"
"ฉันชื่อรุจิรา เป็นแม่บ้าน เจ้านายบอกว่าเธออยู่ที่นี่ ฉันก็เลยเตรียมมื้อเที่ยงไว้ให้"
"ขอบคุณมากค่ะ"
หลังจากตักอาหารเสร็จ รุจิราก็เดินออกจากครัวไป ดูเหมือนเธอจะไม่ใช่คนช่างพูดเท่าไหร่ ฉันถูกทิ้งให้อยู่ตามลำพัง คอยเฝ้าดูเด็กน้อยผ่านเครื่องดูแลเด็กที่ฉันเพิ่งติดตั้งไว้ กินเสร็จฉันก็ขึ้นไปที่ห้องและเริ่มจัดเก็บข้าวของเข้าตู้เสื้อผ้า ในบรรดาข้าวของพวกนั้นมีของเล่นอยู่ด้วย ระหว่างที่กำลังจัดของ ฉันก็ได้กลิ่นควันลอยมาจากนอกหน้าต่าง ด้วยความสงสัย ฉันจึงชะโงกหน้าออกไปดูและเห็นโอฬารกำลังโยนเสื้อผ้าลงไปเผาในถังขนาดใหญ่ ฉันกลัวว่าเขาจะเห็นฉันแอบดูอยู่ ก็เลยรีบปิดหน้าต่างไว้
ตอนลงไปกินมื้อค่ำ ฉันถือโอกาสหยิบเสื้อผ้าเด็กอ่อนที่แห้งแล้วมารีด ฉันเดินกลับขึ้นไปบนห้องและเก็บเข้าตู้เสื้อผ้า สมองของฉันยังคงสร้างทฤษฎีต่าง ๆ นานา แต่ฉันเลือกที่จะเพิกเฉยต่อมันไปก่อน ฉันยังไม่ได้ประกอบเปลเลย และเนื่องจากตอนนี้เป็นเวลาสามทุ่มแล้ว ฉันจึงตัดสินใจจะเก็บไว้ทำพรุ่งนี้ก็แล้วกัน คืนนี้ฉันจะนอนบนเตียงกับเด็กน้อยไปก่อน
ฉันอาบน้ำและสวมชุดนอนที่ซื้อมาด้วย ฉันรู้สึกแปลกใจที่โอฬารไม่โผล่มาดูลูกชายเลยตลอดทั้งวันที่เหลือ
ตอนสี่ทุ่ม ฉันเอนกายลงนอนข้างสิ่งมีชีวิตตัวน้อยและจุมพิตเบา ๆ บนหน้าผากของเขา ในเมื่อพ่อแม่ของเขาไม่ยอมมาทำสิ่งนี้
วินาทีนั้น ฉันรู้สึกได้ถึงความรู้สึกบางอย่างที่ไม่ธรรมดาที่มีต่อเด็กน้อยคนนี้